ผลสำรวจวีซ่าเผย ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย สอดคล้องกับ ‘นิวนอร์มอล’ ที่เปลี่ยนไปในสังคม

05/20/2020

 

วีซ่าผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก  ได้เผยถึงผลการสำรวจที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนด้านอุปนิสัยและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทย ในยุคที่สังคมทั่วโลกกำลังปรับตัวเข้าสู่ “นิวนอร์มอล” หรือ “วิถีชีวิตใหม่”  โดยผลการศึกษาครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 40 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย1 โดยวีซ่า

จากการสำรวจพบว่า 3 ใน 5 ของคนไทย (61 เปอร์เซ็นต์) กำลังพัฒนานิสัยในการใช้จ่ายแบบไร้เงินสด  โดยเลือกที่จะใช้จ่ายด้วยบัตรชำระเงินหรือผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนมากกว่าการใช้เงินสด  นอกจากนี้ เกือบ 7 ใน 10 ของคนไทย (69 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะผูกติดกับการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัลแทนการกลับไปใช้เงินสดแบบเดิมหลังสถานการณ์ปัจจุบันสิ้นสุดลง

นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “วีซ่า ทำการสำรวจในครั้งนี้ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยอย่างทันท่วงที ถ่องแท้ และชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกฝ่ายกำลังปรับตัวเข้าสู่ “นิวนอร์มอล” นอกจากนี้เราเชื่อว่าความร่วมมือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้า  ดังนั้นเราประสงค์ที่จะแบ่งปันข้อมูลอันเป็นประโยชน์นี้เพื่อช่วยอีโคซิสเท็มและธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อให้สามารถปรับตัวและเปิดรับสภาพที่เป็นจริงแบบใหม่  และท้ายที่สุดความร่วมมือของพวกเราทุกคนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ถูกต้องได้”

แม้ว่าประชากรทั่วโลกมีความกังวลในเรื่องสุขภาพร่างกาย  กระนั้นก็ยังพบว่าผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกกลับมีความกังวลด้านสุขภาพทางการเงินมากกว่า  โดย 4 ใน 5 (79 เปอร์เซ็นต์) ของผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยเห็นพ้องว่าสถานการณ์ปัจจุบันทำให้พวกเขาจำเป็นต้องมีการปฏิบัติตัวในเชิงรุกมากขึ้นกับการวางแผนด้านการเงิน  เปรียบเทียบกับอีกครึ่งหนึ่งโดยประมาณ (53 เปอร์เซ็นต์) ที่บ่งชี้ถึงความกังวลของพวกเขาในเรื่องการเจ็บป่วย

ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากเริ่มจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเป็นครั้งแรก  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้นในอนาคต  จากผลการสำรวจ 67 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคชาวไทย กล่าวว่า พวกเขาน่าจะมีการซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้น  โดยเป็นจำนวนเกือบเท่าตัวของนักช้อปทั่วโลก (35 เปอร์เซ็นต์) และค่อนข้างจะมากกว่าค่าเฉลี่ย (47 เปอร์เซ็นต์) สำหรับนักช้อปในแถบเอเชียแปซิฟิก

เมื่อพูดถึงประสบการณ์การช้อปปิ้ง มากกว่าครึ่ง (54 เปอร์เซ็นต์) ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า การช้อปปิ้งออนไลน์ให้ประสบการณ์ที่ดีมากกว่าการช้อปปิ้ง ณ ร้านค้าแบบเดิม  เปรียบเทียบกับข้อมูล 46 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก และ 37 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก

การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าการเสริมสร้างนิสัยการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดกำลังก่อตัวขึ้นทั่วโลก  โดย 61 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างชาวไทย กล่าวว่า พวกเขาชอบที่จะชำระด้วยวิธีที่ไม่ใช้เงินสดมากกว่า  ในทำนองเดียวกัน 58 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก และ 64 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างทั่วโลก กล่าวว่า พวกเขาก็ชอบวิธีการชำระแบบไร้เงินสดมากกว่า

อนึ่ง แนวโน้มด้านการชำระเงินของผู้คนทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก  โดยผู้บริโภคชาวไทย (69 เปอร์เซ็นต์) เอเชียแปซิฟิก (75 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (66 เปอร์เซ็นต์)  เลือกที่จะใช้วิธีการชำระแบบไร้เงินสดหลังจากสถานการณ์ในปัจจุบันสิ้นสุดลง

ในทางตรงข้าม  มีเพียง 1 ใน 4 (24 เปอร์เซ็นต์) ของผู้บริโภคชาวไทย เปิดเผยว่า พวกเขาจะกลับไปชำระด้วยเงินสดอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น  เปรียบเทียบกับกลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก (17 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (20 เปอร์เซ็นต์)  โดยผู้บริโภคที่เหลือยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะยังคงเลือกชำระเงินด้วยวิธีแบบใหม่นี้หรือกลับไปใช้วิธีการแบบเดิม นั่นคือ 14 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคทั่วโลก ตามมาด้วยผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก (8 เปอร์เซ็นต์) และประเทศไทย (7 เปอร์เซ็นต์)

อีกทั้งผู้บริโภคยังมีความคำนึงในเรื่องของราคามากขึ้นด้วย  โดยเกือบ 4 ใน 5 (78 เปอร์เซ็นต์) ของคนไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันพวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่องราคามากยิ่งขึ้น  เทียบกับผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก (59 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (53 เปอร์เซ็นต์)  นอกจากนั้นผู้บริโภคชาวไทยยังให้ความสนใจกับสินค้าลดราคา โดย 65 เปอร์เซ็นต์จะพุ่งความสนใจไปที่สินค้าปรับราคาลง  เปรียบเทียบกับผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก (45 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (41 เปอร์เซ็นต์)

ส่วนการวางแผนทางด้านการเงินก็เป็นอีกประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ  โดย 79 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยเชื่อว่ายามนี้พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวและให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการด้านการเงินของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก (74 เปอร์เซ็นต์) และทั่วโลก (70 เปอร์เซ็นต์) ตามลำดับ

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลการสำรวจนี้จะช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ๆ รวมทั้งบทสนทนา และผลักดันความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมการชำระเงิน และภาคส่วนอื่นๆ ในประเทศไทยในระหว่างที่พวกเราทุกคนกำลังปรับตัวเองและช่วยเหลือผู้บริโภคปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มอลอย่างไร้รอยต่อ  ทั้งนี้ วีซ่าจะยังคงใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโซลูชั่น นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  และใช้ความสามารถของเครือข่ายระดับโลกของเราให้เกิดประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและอย่างยั่งยืน” สุริพงษ์ กล่าวสรุป

 

Kantar COVID-19 Barometer, fieldwork 27-31 fieldwork 27-31 มีนาคม ค.ศ. 2020 ผลสำรวจนี้รวบรวมข้อมูลผู้บริโภคในตลาด 40 แห่งทั่วโลก และ 11 ตลาดในเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทย ผนวกกับการตรวจสอบเว็บโดยอิงจากสิ่งที่ผู้คนพูดถึงและค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

 

เกี่ยวกับวีซ่า

Visa Inc. (NYSE:V) เป็นผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ภารกิจของเราคือการเชื่อมโยงโลกผ่านเครือข่ายนวัตกรรมการชำระเงินที่เชื่อถือได้และมีความปลอดภัยมากที่สุด ช่วยให้ผู้บริโภค ธุรกิจต่างๆ สถาบันการเงิน และหน่วยงานรัฐมากกว่า 200 ประเทศ สามารถดำเนินการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้  VisaNet (วีซ่าเน็ต) ซึ่งเป็นเครือข่ายประมวลผลระดับโลกที่ทันสมัยของเราให้บริการการชำระเงินที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ทั่วโลก และมีความสามารถในการจัดการธุรกรรมมากกว่า 65,000 รายการต่อวินาที  ด้วยการป้องกันการฉ้อโกง และให้ความมั่นใจในการชำระเงินกับผู้ค้า วีซ่าไม่ใช่ธนาคารและออกบัตรให้บริการ ขยายสินเชื่อ หรือกำหนดอัตราและค่าธรรมเนียมสำหรับลูกค้า ด้วยนวัตกรรมของบริษัทที่ช่วยให้ลูกค้าที่เป็นสถาบันการเงินสามารถมอบทางเลือกการให้บริการกับลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น อาทิ การชำระด้วยเดบิต การชำระล่วงหน้าด้วยระบบพรีเพด หรือชำระภายหลังด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อต่างๆ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ https://usa.visa.com/, visacorporate.tumblr.com and @VisaNews